หลังจากที่อิ่มหนำสำราญแบบทานอาหารว่างในรถแล้ว และรถก็มีน้ำมันเต็มถัง ก็ออกเดินทางจากอำเภอร้องกวาง ผ่านไปเรื่อย ๆ จากแพร่สู่น่าน ขณะนี้นั้น ต้นไม้ยังเขียวขจีอยู่ บนภูเขาก็ยังหัวไม่โล้น เพราะว่า ต้นไม้เล็ก ๆ ต้นข้าวโพด ก็ยังหลอกตาเราว่าภูเขาก็ยังมีต้นไม้อยู่ (นะ) คณะศรัทธาก็ถามว่า “ทำไมเขาถึงไปทำเกษตรกรรมบนภูเขาได้?” อันนี้ก็ตอบไม่ได้ ว่าเป็นพื้นที่ของส่วนบุคคลหรือเป็นพื้นที่ของหลวง และหาคำตอบจาก Google ก็ไม่ได้เช่นกัน เลยบอกเพียงว่า “หากเราเดินทางมาหน้าฝนหรือปลายฝนต้นหนาว ก็ทำให้สดชื่นได้ แต่หากมาประมาณปลายกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม แล้ว จะเห็นป่่าทั้งป่าเป็นสีน้ำตาล ชวนให้เหงาและท้อใจ โดยเฉพาเห็นภูเขาหัวโล้นแล้ว ไม่อยากคิดไปว่าในอนาคตจะเป็นเช่นไร”
ขับรถมาตามถนนร้องกวาง-น่าน เป็นถนนที่สวยงามมาก เพียงแต่ต้องระมัดระวังในการเลี้ยวโค้งเท่านั้นเอง พอถึง “เขาครึ่่ง” ซึ่งมีศาลเจ้าพ่อเขาครึ่งประดิษฐานอยู่ บอกลูกทัวร์ว่า เป็นพื้นที่แบ่งเขตแดนระหวา่งแพร่และน่าน และจะเห็นป้ายว่า “ยินดีต้อนรับสู่เมืองน่าน” ทำให้คนน่านหายใจโล่งโซ้ ว่าใกล้ถึงบ้านตัวเองแล้ว พร้อมกับบอกท่านว่า “ลูกมาบ้านนะครับ”
ยิ่งใกล้ห้วยน้ำอุ่น มีการขยายถนน แต่การเดินรถไม่ลำบากมาก เพราะว่ามีเลนกว้างพอที่รถสองคันจะสวนกันได้ หากสร้างเสร็จแล้ว การเดินทางจากแพร่ไปน่านจะรวดเร็วมาก พูดไป สาธยายไป ผ่านบ้านโน้นบ้านนี้ จนถึง “บ้านนาก้า” แอบหลอกลูกทัวร์ว่าเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น เพราะมีคำว่า-ก้า อยู่ด้วย เป็นหมู่บ้านสมัยโกโบริ ลูกทัวร์เหมือนทำท่าจะเชื่อ อิอิ ว่าญี่ปุ่นก็เดินทางมาถึงเมืองน่านด้วย ทำให้ไกด์อมยิ้ม ไม่ตอบว่ากระไร
เข้าเขตอำเภอเวียงสา ถนนดีมาก เกาะกลางถนนมีหญ้าขึ้นเขียวชะอุ่ม เลยบอกว่า เอาไว้เลี้ยงวัว เพราะว่า เป็นอาหารชั้นเลิศ ผ่านโรงพยาบาลเวียงสา เลี้ยวซ้าย เข้ามาในตัวเมือง รถไม่เยอะมาก สงสัยนักท่องเที่ยวอาจจะมาก่อน หรือยังมาไม่ถึง ตอนแรกคิดว่าจะแวะวัดพระธาตุเขาน้อย แต่เกรงลูกทัวร์จะเพลีย เลยพาไปพักที่โรงแรม K1 Modern Art Hotel@Nan ตอนแรกคิดว่าจะพักที่นี่สองคืน แต่จองได้เพียงคืนเดียว เป็นห้องรวมนอน 4 เตียง ห้องน้ัำสองห้อง มีโซฟาตรงกลาง แบ่งครึ่งห้องด้วยม่านผ้าแต่รูดเก็บได้ (เตียงใหญ 1 ห้อง เตียงแยก 2 เตียง) ทีวีติดผนังกลางห้องสำหรับดู 4 คน (ดุทีละช่อง) มีตู้เย็น 1 เครื่อง ห้องสะอาดมาก ๆ ด้านนอกมีลานนั่งเล่น และมีราวตากผ้าด้วย จองผ่าน Agoda คืนละ 1,800 บาท ตกคนละ 450 บาท มีอาหารเช้าด้วย (ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ) แต่จะบอกว่าเป็นโรงแรมดีมาก ใกล้สนามบิน ตอนแรกไม่รู้ว่าอยู่จุดไหน ก็ตาม GPS ไป ให้ไปทางวงเวียนทางเข้าสนามบิน แล้วออกขวามือ หน้าสนามบินก็เจอ แต่คนเมืองน่านรู้ทาง หากมาสี่แยกสนามบิน ก็เจอ แหม ตาม GPS ทำให้เรางงเหมือนกัน
ส่งคณะศรัทธา (ลูกทัวร์) นอนยกปากสูง (เม๊าท์กันตลอดทาง) ผู้เขียนก็แวะมาบ้าน มาหาหญิงกุ้ง ซึ่งเธอกำลังมีปัญหาเรื่องการเก็บสะสมทรัพย์สมบัติของเธอ มาครานี้พี่ บานเย็น พรมเสพสัก ได้ฝากของมาเธอด้วย ทำให้ต้องมีการเจรจาต่อรองของเอาของเก่าทิ้งไป ก่อนจะแลกกับของฝาก เธอเสียน้ำตานิดหน่อย แต่ก็จำใจแลกกับของฝากจากเชียงใหม่ แฮปปี้ทั้งสองฝ่าย
รีบอาบน้ำแล้วกลับมารับคณะศรัทธามาถนนคนเดิน เพราะคาดว่านักท่องเที่ยวจะเยอะแน่ๆ มาถึงประมาณห้าโมงนิด ๆ ชวนกันไปถ่ายรูปอุโมงค์ลั่นทม (ลีลาวดี) นักท่องเที่ยวเยอะ เวลาถ่ายรูปกันต้องทำกล้องแบบเสยขึ้นไม่ให้เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ รูปออกมาสวยมาก แล้วก็พากันมาเดินซื้ออาหารไปนั่งรับประทานที่ลานนักท่องเที่ยว (ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับข่วงคนเมืองวัดภูมินทร์ อากาศตอนนั้นประมาณ 29 องศา ลมพัดเย็น ๆ สบาย ทานเสร็จแล้วก็ชวนกันไปไหว้พระวัดภูมินทร์ ซึ่งวัดนี้มีพระอุโบสถทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์ นาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค พระอุโบสถจตุรมุขนี้กรมศิลปกรได้สันนิษฐานว่า เป็นพระอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของ ประเทศไทยพระอุโบสถ ตรงใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกันประทับ นั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ผู้ที่ไปชมความงามของ พระอุโบสถนี้ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันไดทิศใด จะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้าน อ้อ วันนี้แต่ก่อนชื่อวัดพรหมมินทร์ ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้างวัด แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็น วัดภูมินทร์
นอกจากนี้ยังเยี่ยมชมภาพฝาผนังของวัด ซึ่งเป็นภาพวาดสมัยโบราณกาลที่ทรงคุณค่ามาก โดยเฉพาะทางด้านวิถีชีวิตของไทลื้อ มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ ภาพเด่น คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ และมีคำกล่าวเป็นคำเมืองไว้ว่า
“คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้ อะฮิอะฮี้
ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา…”
จะได้อารมณ์ตอนที่บอกมาคำว่า อะฮิอะฮี้ นะครับ
กระซิบรัก(คนเดียว)จนหนำใจ ก็พากันเดินทางไหว้พระประธานวัดพระธาตุช้างค้ำ ซึ่งในค่ำคืนนี้ ลมเย็น ๆ ได้นั่งต่อหน้าพระประธาน วิหารหลวง และเดินมานมัสการ พระพุทธนันทบุรี ศรีศากยมุนี เป็นศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎกใหญ่ที่สุดในประเทศ (มาเฉพาะประตูด้านหน้าและหน้าต่าง ไม่มีบานประตูหลัง) แต่ลมระบายดีมาก ทั้งวัดภูมินทร์และวัดพระธาตุช้างค้ำ พื้นวิหารสะอาดมาก น่านั่งเป็นที่สุด
นับคนมาเที่ยวทริปนี้ 5 คน แต่ละคนได้ 1 หาว เกิน 3 หาวแล้ว จึงพาคณะทัวร์ไปส่งยังโรงแรม เพื่อรอไปท่องเที่ยววันต่อไป
(ต้องขออภัยนะครับ ได้โพสต์รูปพระขึ้นเป็นอันดับแรก ๆ เสมอ เพื่อให้รูปพระได้อยู่ด้านบนสุด แต่ด้วยเทคนิค ทำให้รูปพระต้องมาอยู่ด้านล่าง หากหม่อมแม่ Ms.White มาเห็นจะต้องโดนหม่อมดุ ว่า พระไม่ควรมาอยู่ด้านล่าง เป็นเป็นการวางภาพด้านเทคนิคที่นอกเหนือการควบคุมครับ)
เขียนโดย สีไท
ติดตามบทความอื่นๆ ได้ที่ https://w2.med.cmu.ac.th/suandok-variety/