ไปเดินเล่นในวัดสวนดอก..กันเถอะครับ

ผมมั่นใจได้เลยว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่(สวนดอก) เรา น้อยคนนักที่จะได้ใช้วันว่างไปเที่ยววัดสวนดอก  ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด (ยกเว้นวัดปันเสาในศูนย์มาลาเรียเดิม)   อาจเป็นเพราะใกล้เกินไป   ไม่มีเวลา  ไปแล้วไม่รู้จะดูอะไร  และก็ไม่มีคนไปด้วย (เหตุผลสำคัญ)

เวลาเบื่อ ๆ เหงา ๆ  หรือต้องการทำใจ  ไปไหนก็ไม่สุขใจเท่าไปวัดนะครับ ไปนั่งหน้าพระประธาน  นั่งมองพักตร์ท่านนาน ๆ  ฟังเสียงใบระกาที่ถูกลมพัดดังกรุ๊ง กริ่ง ๆ  เสียงพระเณรกวาดลานวัด  เพียงเท่านั้นสติผมก็กลับมาแล้วนะครับ  หากท่านอยากไปเทียววัดสวนดอก แนะนำให้ไปตอนเย็นๆ  หรือตอนเช้าๆ  จะดีมาก  ช่วงกลางวันหรือวันหยุดไม่แนะนำ เพราะว่าวัดสวนดอกจะเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยสงฆ์ด้วยนะครับ อาจมีรถพลุกพล่าน เสียงคนคุยกัน ทำให้ท่านสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมากนัก

วัดสวนดอกสร้างเมื่อ พ.ศ.1914 (636 ปี) ในสมัยพระเจ้ากือนา (กษัตริย์องค์ที่  8 ของราชวงศ์เม็งราย) มีเนื้อที่ประมาณ 35  ไร่ ซึ่งเดิมเคยเป็นสวนดอกไม้  เป็นวัดอารามหลวง(วัดเอก) ชื่อเดิมคือวัดบุปผาราม   สิ้นราชวงศ์เม็งราย เชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ขาดการทำนุบำรุง จึงกลายเป็นวัดร้างนานทีเดียวครับ

หากเข้าไปในวัด ก็จะลอดซุ้มประตู หากดูตอนโพล้เพล้ว่าประตูนี้มีเสน่ห์มนต์ขลังทีเดียว  เข้าไปแล้วทางด้านจะเห็นสถูปสีขาวนวลตา ที่บรรจุพระอัฐิ(กู่)ของเจ้าชายาดารารัศมีและอัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือ  หากมองตอนเย็นๆ  จะมีแสงอาทิตย์ส่องมาตัดกับภูเขา ทำให้ภาพมุมกว้างสวยงามเป็นที่สุด  แต่น่าเสียดายว่า ปัจจุบัน มีการก่อสร้างบ้านเรือนที่สูงขึ้น(กว่าวัด) ทำให้ภาพไม่สวยงาม  หากท่านเดินซอกซอกไปตามสถูป ท่านก็จะสามารถทราบชื่อและรูปภาพเจ้าของอัฐิ โดยเฉพาะตระกูล “ ณ เชียงใหม่” ครับ  การติดภาพหน้าสถูปทำให้เห็นใบหน้าและเค้าโครงหน้าของคนล้านนาสมัยก่อน  โดยเฉพาะผู้หญิงสมัยก่อน  ที่ว่า “สวยเหมือนสาวเหนือ”  นั้นคงเป็นจริง เพราะดูจากการแต่งกาย แต่งผม แต่งหน้า แล้ว สาวเหนือจึงมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ  และช่วงก่อนมีข่าวนักท่องเที่ยวไปเหยียบบนกำแพงสถูปเพื่อถ่ายรูป ทำให้ต้องมีการติดป้ายห้ามขึ้นและห้ามเข้า  หากเป็นแต่ก่อนโน้นชาวบ้านจะพึมพำว่า “ไม่กลัวเจ้าที่เจ้าที่หักคอรึ…”

เข้าไปไหว้พระประธานครับ ภายในวิหารก็จะแปลกกว่าทีอื่นตรงที่วิหารจะไม่มีฝาผนัง เปิดโล่งมีเพียงลูกกรงเหล็กดัดที่ป้องกันพวกมิจฉาชีพเท่านั้น  อ้อ มีตาข่ายป้องกันนกบินเข้ามาในวิหารและทำความเลอะเทอะต่อพื้นและผนัง   ขึ้นบันไดก็เจอธูปเทียน ดอกไม้ให้ทำการบูชาตามแต่ศรัทธาครับ  ไหว้พระแล้วนั่งลงรับลมตรงหน้าพระประธานเพื่อต่อลมหายใจของชายคนหนึ่ง

สวมรองเท้าแล้วก็เดินอ้อมซ้ายครับไปทางด้านหลังวิหาร  ก็จะพบสถูปบรรจุอัฐิของท่านครูบาศรีวิชัย  นักบุญแห่งล้านนาไทย และด้านหลังวิหารจะพบองค์เจดีย์องค์ใหญ่    พระเจดีย์ลักษณะศรีลังกา (ทรงระฆังคว่ำ)  สมัยก่อนทาด้วยสีขาว     ตากแดดตากลมมานานปี  องค์เจดีย์จะมีพวกมอสขึ้น และแห้งตายในหน้าแล้ง ทำให้องค์เจดีย์กลายเป็นสีดำ       ท่าทางขลังยิ่งนัก  ต่อมามีการบูรณะแล้วทาองค์เจดีย์ด้วยสีขาว คาดด้วยสีทอง ก็สวยงามอีกแบบนะครับ (แต่ผมชอบแบบเดิมมากกว่าครับ)

เดินเลาะไปตามถนนก็จะพบกับอาคารเรียนทั้งพระสงฆ์ สามเณร  และฆราวาสนะครับ  เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์  เท่าที่ทราบมีฆราวาสหลายคนมาเรียนเสริมกันมาก ได้แก่     ภาษาอังกฤษ  ภาษาญี่ปุ่น และกลุ่มการวิชาชีพอื่นๆ  นะครับ นับว่า วัดสวนดอกเป็นที่พึ่งของคนไทยโดยแท้    ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การศาสนา มวลชน  ศิลปะ  วัฒนธรรม   และ ทางด้านประวัติศาสตร์

เดินลัดเลาะไปข้างในสุด จะพบโบสถ์ เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าเก้าตื้อ (ตื้อ เป็นภาษาพื้นเมืองเหนือ 1 ตื้อ มีค่าเท่ากับทองพันชั่ง หรือทองคำ 1,000 กิโลกรัม   ดังนั้น ทอง 9 ตื้อ ก็หมายถึงทองคำ   9,000 กิโลกรัมหรือ 9 ตัน  อีกนัยหนึ่งก็คือ มีการหล่อด้วยทองสำริด แบ่งเป็นท่อน ๆ  ได้มาทั้งหมด  9 ท่อน แล้วนำมาประกอบกัน พระเจ้าเก้าตื้อ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่  13 ของราชวงศ์เม็งราย เมื่อปี พ.ศ. 2047 (503 ปี)  หน้าศอกกว้าง  8 ศอก  ครั้งแรกจะสร้างเพื่อนำไปประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ต่อหลังจากหล่อเสร็จแล้วมีน้ำหนักมาการเคลื่อนย้ายไม่สะดวก จึงได้โปรดให้ประดิษฐานไว้ที่วัดสวนดอกนี้

หลายท่านอาจแปลกใจว่าทำไมองค์พระท่านดูใหม่เหลือเกิน ในอดีตถือได้ว่าเป็นพระที่งดงามที่สุดของล้านนา  แต่เนื่องจากมีการบูรณะแทนองค์เก่า โดยการลอกทองคำที่หุ้มองค์พระออกแล้วปิดใหม่ให้สวยงาม โดยใช้ทองชนิดพิเศษที่เรียกว่า ทองวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้องค์พระมีสีทองสุกใสแวววาว  สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง แต่ในส่วนตัวแล้วชอบการบูรณะแบบไม่ละทิ้งของเดิม ทำให้เกิดความขลัง และความศรัทธา  ดีต่อใจผู้ไปกราบไหว้บูชา

คนโดยมากคิดว่าจะไปวัดเมื่อต้องการทำบุญ  มีทุกข์ ต้องการความสบายใจ ผมว่าต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้วนะครับ  คนไม่มีทุกข์ก็ไปวัดได้นะครับ ไปแล้วจะเกิดความสบายใจ เกิดปิติมากกว่าปกติ  เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าต่อการไปวัดแล้วนะครับ ไปนะครับ วัดสวนดอกไม่ไกลเลย