การบริจาคโลหิต

 

ผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน โปรดศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งตัวท่านเอง และผู้ป่วยที่ต้องรับโลหิต

 

          การบริจาคโลหิต เป็นการเจาะโลหิตออกปริมาตร 450 มิลลิลิตร ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริจาค เนื่องจากร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดและส่วนประกอบของโลหิตมาทดแทนส่วนที่เสียไป ในปัจจุบันยังไม่สามารถคิดค้นสิ่งใดมาใช้ทดแทนโลหิตได้ จึงจำเป็นต้องมีการบริจาคโลหิต เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการรักษาผู้ป่วย

          โลหิตที่ได้จากการบริจาค จะถูกนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งส่วนประกอบของโลหิตแต่ละส่วน จะมีความสำคัญที่แตกต่างกันไป ดังนี้

– เม็ดเลือดแดง (Packed Red Cells) มีหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย ใช้รักษาผู้ป่วยที่สูญเสียโลหิตจากการอุบัติเหตุ การผ่าตัด ตกเลือดจากการคลอดบุตร ผู้ป่วยที่มีภาวะซีด หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เช่น ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

– พลาสมา (Plasma)  มีลักษณะเป็นของเหลวสีเหลือง ประกอบไปด้วยโปรตีนต่างๆ ได้แก่ อัลบูมิน โกลบูลิน อิมมูโนโกลบูลิน ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น ใช้รักษาผู้ป่วยที่ขาดโปรตีน ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการขาดน้ำ ผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

– เกล็ดเลือด (Platelet) มีหน้าที่ช่วยทำให้โลหิตแข็งตัว และช่วยอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือด ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก รวมถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดออกไม่หยุดจากอุบัติเหตุ หรือการผ่าตัด

คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต

 

อายุ 17-70 ปี

– กรณีบริจาคครั้งแรก อายุต้องไม่เกิน 60 ปี

– กรณีอายุ 60-70 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคประจำ (อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง)

– กรณีอายุ 17 ปี ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ ต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากผู้ปกครอง
ดาวน์โหลดเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง

 

 

น้ำหนัก 50 กิโลกรัมขึ้นไป

น้ำหนัก 53 กิโลกรัมขึ้นไป กรณีบริจาค ณ หน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่

 

 

มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง

– ไม่เป็นไข้ หวัด ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก มีเสมหะ
– ไม่มีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ภายใน 7 วัน

 

 

คุณสมบัติอื่นๆ

– ไม่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก

– ไม่เป็นโรคหรือเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ

– ไม่มีประวัติตรวจพบเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือซิฟิลิส

– ไม่มีประวัติผ่าตัดใหญ่ คลอด หรือแท้งบุตรใน 6 เดือน

– สุภาพสตรีไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร

– ไม่สัก ลบรอยสัก เจาะหู หรือเจาะส่วนอื่นๆของร่างกายในระยะเวลา 4 เดือน

– ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย

– ไม่มีประวัติการใช้สารเสพติดทุกประเภท

ศึกษาคุณสมบัติทั้งหมดที่ website ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

 

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

 

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างน้อย 5 ชั่วโมง และไม่รู้สึกอ่อนเพลีย

 

 

รับประทานอาหารมาก่อน

– ทานอาหารให้ครบมื้อ ไม่อดอาหาร

– เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ของทอด อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ

 

 

งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

งดก่อนมาบริจาคอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

 

 

งดสูบบุหรี่

งดก่อนและหลังบริจาคอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

 

 

ดื่มน้ำ 3-4 แก้วก่อนบริจาคโลหิต

ป้องกันอาการวิงเวียน หน้ามืด และเป็นลมหลังบริจาคโลหิต

 

 

เตรียมบัตรประชาชนมาทุกครั้ง

– เพื่อความสะดวกในขั้นตอนการลงทะเบียน

– เป็นการยืนยันตัวตนผู้บริจาคโลหิต

 

 

สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่อึดอัด

ให้สามารถดึงแขนเสื้อขึ้นได้ง่าย

 

ข้อควรปฏิบัติหลังบริจาคโลหิต

 

นอนพักบนเตียงอย่างน้อย 5 นาที

ห้ามลุกจากเตียงทันที ให้รอเจ้าหน้าที่มาทำแผล และประเมินอาการหลังบริจาคโลหิต

 

 

วัดความดันโลหิตและชีพจรหลังบริจาค

ผู้บริจาคต้องมีความดันโลหิตและชีพจรอยู่ในระดับปกติ และไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ใดๆ จึงจะสามารถกลับได้

 

 

งดออกกำลังกาย

งดออกกำลังกายที่ทำให้เสียเหงื่อหลังบริจาค 24 ชั่วโมง

 

 

งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ

เช่น ยกของหนัก เล่นเวท เพื่อป้องกันการบวมช้ำบริเวณรอยเจาะ

 

 

ข้อควรปฏิบัติอื่นๆ

– หากมีโลหิตซึมออกบริเวณที่เจาะ ให้ใช้นิ้วกดลงบนผ้าก็อซค้างไว้ให้แน่น

– ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

– เลี่ยงการปฏิบัติงานในที่สูง

– ทานยาเสริมธาตุเหล็ก หรือทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ธัญพืช ผักใบเขียว เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

– หากมีปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์หลังจากบริจาคโลหิต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

 

 

การบริจาคโลหิตครั้งถัดไป

– กรณีอายุ 17-65 ปี เว้น 3 เดือน

– กรณีอายุ 65-70 ปี เว้น 6 เดือน