เลือกหมวดหมู่ความรู้ที่ต้องการเรียนรู้
ข้อปฏิบัติการรับประทานอาหาร
การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญในการคุมน้ำตาล
ผักและผลไม้หวานน้อย
รับประทานผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ผักใบเขียว ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว เพื่อเสริมใยอาหาร
ลดอาหารหวาน มัน เค็ม
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชงหวาน ขนมหวาน อาหารทอด และอาหารเค็มจัดเพื่อถนอมไต
ควบคุมปริมาณข้าวและแป้ง
ทานแป้งในปริมาณพอดี เลือกระบบธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
รับประทานอาหารตรงเวลา
ทานอาหารให้ตรงเวลาครบ 3 มื้อ ไม่ควรองหรืออดอาหารเพื่อป้องกันระดับน้ำตาลเหวี่ยง
เทคนิคจัดจาน 2:1:1: ผัก 2 ส่วน (ครึ่งจาน), ข้าว/แป้ง 1 ส่วน, เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน
ข้อปฏิบัติในการออกกำลังกาย
ช่วยดึงน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพอินซูลิน
เดินเร็วอย่างน้อย 30 นาที/วัน
ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือแกว่งแขนต่อเนื่อง
ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน
สม่ำเสมอ รวมกันอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยไม่เว้นว่างเกิน 2 วันติดกัน
หลีกเลี่ยงการนั่งเป็นเวลานาน
ควรลุกยืน ขยับร่างกาย หรือเดินยืดเส้นยืดสายทุกๆ 30-60 นาที
ตรวจระดับน้ำตาลเมื่อจำเป็น
เช็คระดับน้ำตาลก่อนและหลังออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้อินซูลิน
ข้อควรระวัง: ควรสวมรองเท้ากีฬาที่พอดีนุ่มสบายเสมอเพื่อป้องกันการเกิดแผลที่เท้า
ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยา
รับประทานยาและฉีดยาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
ทานยาหรือฉีดอินซูลินตรงเวลา ตรงตามขนาด และสัมพันธ์กับมื้ออาหารอย่างเคร่งครัด
ไม่หยุดยาด้วยตนเอง
ห้ามปรับขนาด ยา หรือหยุดยาเองแม้อาการจะปกติ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
พกยาเมื่อต้องเดินทาง
เตรียมยาให้เพียงพอ ใส่กระเป๋าติดตัวเสมอ และเก็บรักษายาในอุณหภูมิที่เหมาะสม
สังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
หมั่นสังเกตอาการเหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น มึนงง และพกลูกอม/น้ำหวานไว้แก้ไขฉุกเฉิน
ข้อแนะนำ: ควรพกบัตรประจำตัวผู้ป่วยเบาหวานติดตัวเสมอ เพื่อให้ผู้อื่นช่วยเหลือได้ทันเวลา
อาการเตือนที่ควรรีบมาพบแพทย์
หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือมาโรงพยาบาลทันที
น้ำตาลในเลือดสูงเกินกำหนด
กระหายน้ำบ่อยมาก ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน คอแห้ง อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
ภาวะน้ำตาลต่ำไม่รักษาสมดุล
มีอาการใจสั่น หน้ามืด เวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก มือสั่น และอาการไม่ดีขึ้นหลังจากทานน้ำหวานหรือลูกอมแล้ว 15 นาที
มีแผลเรื้อรังหรือแผลติดเชื้อ
เกิดแผลที่เท้า หรือตามร่างกายที่ไม่ยอมหาย แผลมีลักษณะบวม แดง ร้อน มีมูกหนอง หรือเปลี่ยนเป็นสีดำ
ชาปลายมือปลายเท้า / ตาพร่ามัว
รู้สึกชาหรือแสบร้อนที่ปลายมือปลายเท้า หรือการมองเห็นพร่ามัวลงอย่างฉับพลัน
สัญญาณภาวะเลือดเป็นกรด (DKA)
คลื่นไส้ อาเจียน หายใจหอบลึก ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้ ซึม หรือสับสน (อันตรายถึงชีวิต ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที)
แบบเช็คลิสต์ประเมินตนเองประจำวัน
สำรวจและบันทึกการดูแลตนเองเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีในทุกวัน


